เทรดได้ไม่พอ ต้องถอนออกได้ด้วย! สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้ INFINOX
รีวิวโบรกเกอร์
简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
บทคัดย่อ:บทความนี้อธิบายการคำนวณมาร์จิ้น (Margin) ในการเทรด Forex ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารความเสี่ยง โดยมาร์จิ้นคือเงินประกันที่โบรกเกอร์กันไว้เพื่อเปิดและถือสถานะการเทรด และมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ Leverage เนื้อหาครอบคลุมสูตรคำนวณมาร์จิ้น การทำความเข้าใจ Margin Level, Free Margin, Margin Call และ Stop Out รวมถึงแนวทางการนำไปใช้จริง เช่น การคำนวณก่อนเปิดออเดอร์ การรักษา Margin Level ให้อยู่ในระดับปลอดภัย และการกำหนดขนาด Lot ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้นักเทรดลดความเสี่ยงและอยู่รอดในตลาดได้ระยะยาว

ถ้าแอดหยี่ยวถามนักเทรดสักคนว่า “คุณคำนวณมาร์จิ้นอย่างไรก่อนเปิดออร์เดอร์?” คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่มักเป็นความเงียบ หรือไม่ก็ “ดูจากในแพลตฟอร์มเอา”
และนั่นคือปัญหา การไม่เข้าใจวิธีคำนวณมาร์จิ้นด้วยตัวเองคือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้นักเทรดโดน Margin Call โดยไม่รู้ตัว เปิดออร์เดอร์ขนาดใหญ่เกินพอร์ต หรือบริหารความเสี่ยงได้ไม่แม่นยำเท่าที่ควร
บทความนี้แอดหยี่ยวจะพาไปเข้าใจวิธีคำนวณมาร์จิ้นอย่างละเอียด ตั้งแต่สูตรพื้นฐานไปจนถึงการนำไปใช้จริงในการเทรดฟอเร็กซ์ทุกวัน
มาร์จิ้น (Margin) คือเงินประกันที่โบรกเกอร์กันไว้จากบัญชีของนักเทรดเพื่อเปิดและถือ Position ไว้ มันไม่ใช่ค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ค่าบริการ แต่คือหลักประกันที่จะถูกคืนกลับมาเมื่อปิด Trade
สิ่งที่นักเทรดหลายคนสับสนคือความแตกต่างระหว่างมาร์จิ้นกับ Leverage ซึ่งแอดหยี่ยวสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
Leverage คืออัตราขยายที่โบรกเกอร์ให้ เช่น 1:100 หมายความว่าทุก 1 บาทที่มี สามารถควบคุมสัญญาได้ 100 บาท
มาร์จิ้น คือเงินจริงที่ต้องวางเป็นหลักประกันเพื่อเปิด Trade นั้น ซึ่งคำนวณจาก Leverage นั่นเอง
สูตรหลักที่นักเทรดต้องจำคือ:
มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = (ขนาด Lot × ขนาดสัญญา × ราคาปัจจุบัน) ÷ Leverage
โดยที่ขนาดสัญญาของฟอเร็กซ์มาตรฐานคือ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก
สมมติว่านักเทรดต้องการเปิด Buy EUR/USD จำนวน 1 Lot ที่ราคา 1.0800 โดยใช้ Leverage 1:100
มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = (1 × 100,000 × 1.0800) ÷ 100 = 1,080 USD
หมายความว่านักเทรดต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย 1,080 USD เพื่อเปิด Trade นี้
สมมติว่านักเทรดต้องการเปิด Sell USD/JPY จำนวน 0.5 Lot ที่ราคา 150.00 โดยใช้ Leverage 1:200
มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = (0.5 × 100,000 × 1) ÷ 200 = 250 USD
ในกรณีที่สกุลเงินหลักเป็น USD อยู่แล้ว ไม่ต้องคูณราคาตลาดเพิ่ม เพราะมูลค่าเป็น USD อยู่แล้ว
นักเทรดต้องเข้าใจด้วยว่ามาร์จิ้นที่ต้องใช้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ Leverage ที่โบรกเกอร์กำหนดในแต่ละบัญชี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อขนาด Trade ที่เปิดได้
บัญชี Leverage 1:50 มาร์จิ้นที่ต้องใช้สำหรับ 1 Lot EUR/USD ที่ราคา 1.0800 คือ 2,160 USD ซึ่งสูงกว่าและเหมาะกับนักเทรดที่ต้องการควบคุมความเสี่ยงสูง
บัญชี Leverage 1:100 มาร์จิ้นที่ต้องใช้สำหรับ 1 Lot EUR/USD ที่ราคา 1.0800 คือ 1,080 USD ซึ่งเป็นระดับที่สมดุลและเป็นที่นิยมสำหรับนักเทรดทั่วไป
บัญชี Leverage 1:500 มาร์จิ้นที่ต้องใช้สำหรับ 1 Lot EUR/USD ที่ราคา 1.0800 คือเพียง 216 USD ซึ่งต่ำมาก แต่ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย
Leverage สูงไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอ มันแค่หมายความว่ามาร์จิ้นที่ต้องวางน้อยลง แต่ถ้าตลาดเคลื่อนไหวผิดทาง ความเสียหายก็ขยายตามสัดส่วนเช่นกัน
การรู้สูตรคำนวณมาร์จิ้นอย่างเดียวยังไม่พอ นักเทรดต้องเข้าใจตัวเลขที่เกี่ยวข้องในแพลตฟอร์มด้วย
Equity คือมูลค่าบัญชีทั้งหมด ณ ขณะนั้น รวม Floating Profit/Loss ของ Trade ที่เปิดอยู่
Used Margin คือมาร์จิ้นรวมที่ถูกกันไว้สำหรับ Trade ที่เปิดอยู่ทั้งหมด
Free Margin คือเงินที่ยังใช้ได้สำหรับเปิด Trade ใหม่ คำนวณจาก Equity ลบ Used Margin
Margin Level คือตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการติดตามสุขภาพบัญชี คำนวณจาก:
Margin Level (%) = (Equity ÷ Used Margin) × 100
ตัวอย่าง: ถ้า Equity อยู่ที่ 2,000 USD และ Used Margin อยู่ที่ 1,000 USD Margin Level จะอยู่ที่ 200% ซึ่งถือว่าปลอดภัย
Margin Call จะเกิดขึ้นเมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับที่โบรกเกอร์กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 100% โบรกเกอร์จะส่งการแจ้งเตือนให้นักเทรดเติมเงินหรือปิด Position บางส่วน
Stop Out จะเกิดขึ้นเมื่อ Margin Level ลดลงถึงระดับ Stop Out ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 50% โบรกเกอร์จะปิด Trade อัตโนมัติโดยเริ่มจาก Trade ที่ขาดทุนมากที่สุดก่อน
รู้สูตรแล้ว แต่จะเอาไปใช้ยังไงในทางปฏิบัติ? แอดหยี่ยวแนะนำ 3 วิธีที่นักเทรดควรทำก่อนเปิดออร์เดอร์ทุกครั้ง
วิธีที่ 1: คำนวณมาร์จิ้นก่อนเปิด Trade เสมอ
อย่าพึ่งแค่ตัวเลขในแพลตฟอร์ม ให้คำนวณด้วยตัวเองก่อนเพื่อให้รู้ว่า Trade ที่กำลังจะเปิดต้องใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่ และ Free Margin ที่เหลืออยู่จะพอรับมือกับความผันผวนของตลาดได้หรือไม่
วิธีที่ 2: รักษา Margin Level ให้สูงกว่า 200% เสมอ
นักเทรดที่มีประสบการณ์มักรักษา Margin Level ไว้ที่ 200% ขึ้นไป เพราะนั่นหมายความว่ามี Buffer เพียงพอสำหรับความผันผวนของตลาดโดยไม่เสี่ยง Margin Call
วิธีที่ 3: คำนวณขนาด Lot ที่เหมาะสมจากมาร์จิ้นที่มี
แทนที่จะเปิด Trade ตามความรู้สึก ให้คำนวณย้อนกลับว่าด้วยเงินในบัญชีที่มีอยู่ ควรเปิด Trade ขนาดเท่าไหร่จึงจะยังรักษา Margin Level ให้ปลอดภัยได้
สูตรคำนวณขนาด Lot สูงสุดที่ควรเปิด = (Free Margin × Leverage) ÷ (ขนาดสัญญา × ราคาปัจจุบัน)
ความผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องมาร์จิ้น
เปิดหลาย Trade พร้อมกันโดยไม่คำนวณ Used Margin รวม
นักเทรดหลายคนคำนวณมาร์จิ้นของแต่ละ Trade แยกกัน แต่ลืมดูว่า Used Margin รวมทั้งหมดกินสัดส่วนของบัญชีไปเท่าไหร่แล้ว ผลคือ Free Margin หมดเร็วกว่าที่คิดและเสี่ยง Margin Call โดยไม่ทันตั้งตัว
: สับสนระหว่าง Margin กับ Maximum Loss
มาร์จิ้นไม่ใช่จำนวนเงินสูงสุดที่จะขาดทุน นักเทรดบางคนเข้าใจผิดว่าถ้ามาร์จิ้นอยู่ที่ 500 USD ก็จะขาดทุนได้มากสุด 500 USD แต่ความจริงคือสามารถขาดทุนได้มากกว่านั้นถ้าไม่มี Stop Loss
ใช้ Leverage สูงเกินไปจนมาร์จิ้นเกือบหมดตั้งแต่แรก
การใช้ Leverage สูงทำให้มาร์จิ้นที่ต้องวางน้อยลง แต่ก็ทำให้ Free Margin ที่เหลือน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่าตลาดขยับผิดทางเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ Margin Level ลดลงถึงระดับ Margin Call ได้เร็วมาก
คำถามที่ว่า “คุณคำนวณมาร์จิ้นอย่างไร” ไม่ใช่แค่คำถามเชิงเทคนิค แต่คือตัววัดว่านักเทรดคนนั้นเข้าใจการบริหารความเสี่ยงได้ดีแค่ไหน
นักเทรดที่คำนวณมาร์จิ้นเป็นและติดตาม Margin Level สม่ำเสมอจะไม่มีวันโดน Margin Call แบบไม่ทันตั้งตัว เพราะทุกการเปิดออร์เดอร์มีการวางแผนรองรับไว้แล้วอย่างรอบคอบ นั่นคือความแตกต่างระหว่างนักเทรดที่อยู่รอดในตลาดระยะยาวกับนักเทรดที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ซ้ำๆ
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้โบรกเกอร์ไม่ว่าจะโดนโกง ถอนเงินไม่ได้ หรือเจอพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส เราอยากบอกว่า… คุณไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว เพื่อให้วงการ Forex เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ ว่าเจออะไรมาบ้าง ทีมงานของเราจะนำข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ และจะติดต่อกลับเพื่อดูว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
คลิกตรงนี้เพื่อเล่าให้เราฟัง : https://forms.gle/YhR5UGA41pZT62Fo8

อ่านข่าวสาร Forex ทั่วโลกเพิ่มเติมคลิกเลย : https://www.wikifx.com/th/original.html?source=tso4
คุณสามารถตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex และอ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูล ใครที่อยากได้ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์การเทรด หรือการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ อีกทั้งยังมีบริการ EA VPS บนแอป WikiFX อีกด้วย แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี โหลดเลยตอนนี้จะพลาดได้ไง!

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ

รีวิวโบรกเกอร์

บทความนี้อธิบายความหมายของ Repo (Repurchase Agreement) และ Repo Rate พร้อมชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญต่อตลาด Forex ผ่านอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง และมุมมองของตลาด นักเทรดสามารถนำความรู้นี้ไปใช้วิเคราะห์ทิศทางค่าเงิน ติดตามข่าวเศรษฐกิจ และวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข่าวสำคัญประจําสัปดาห์

คำศัพท์การเทรด Forex หลายคำที่เราคิดว่า "รู้แล้ว" นั้น จริงๆ แล้วเข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้น และความเข้าใจผิดนั้นเองที่ค่อยๆ สะสมเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจเทรดทุกวัน
VT Markets
TICKMILL
D prime
AVATRADE
vantage
pepperstone
VT Markets
TICKMILL
D prime
AVATRADE
vantage
pepperstone
VT Markets
TICKMILL
D prime
AVATRADE
vantage
pepperstone
VT Markets
TICKMILL
D prime
AVATRADE
vantage
pepperstone